แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ระบบภาพ แสดงบทความทั้งหมด
9 ก.ย. 2553
3 ก.ย. 2553
การเลือกระบบกล้องวงจรปิด
1. ตัวกล้อง (Camera) และ อุปกรณ์ประกอบ(Housing,Adapter)
- มีเยอะมากในท้องตลาด จะเลือกอันไหนดี
2. เครื่องบันทึกภาพ (DVR)
- เยอะแยะไปหมดใช้งานยังไง
3. สายสัญญาณ (Cable)
- การติดตั้งระยะใกล้ หรือ ไกล
4. การติดตั้ง มาตรฐานการติดตั้ง (Install – Configuration)
- เดินท่อร้อยสาย เดินลอย
5. ราคา (Price)
- ราคาถูก
- ราคาปานกลาง
- ราคาแพง
6. การบริการหลังการขาย (Service)
- มี
- ไม่มี
ในบทความถัดไปผมจะมาเจาะรายละเอียดแต่ละหัวข้อให้ฟัง
การทดสอบตั้งค่ากล้อง IP Cam
27 ส.ค. 2553
เปรียบเทียบราคาระหว่างระบบกล้องวงจรปิดชนิด IP Camera กับ Analog Camera (ตอนที่2จบ)
ช่วงนี้รู้สึกจะมีอะไรอยู่ในหัวสมองมากมายจน เริ่มเบลอๆ ลืมๆ แฮะๆๆ เอาละมานั่งเขียนบทความต่อเลยครับ เล่าถึงเรื่องราคาระหว่างกล้อง Analog กับ กล้อง IP ต่อเลยครับ จำได้แล้วตอนที่ 1 พูดถึง การติดตั้งกล้องที่ โรงงเรียน 30 กล้องมีแบบให้เรียบร้อย เอาละมาต่อกันเลย
รายละเอียดอุปกรณ์ที่ต้องใช้ ระหว่างกล้อง Analog กับ กล้อง IP เอาละ ผมสรุปเลยละกัน เพื่อให้กระชับฉับไว
เอาละ หลังจาก รวมราคาทั้งหมดจะเห็นว่า กล้อง IP จะถูกกว่ากล้อง Analog ในระบบนี้
ขยายความหน่อยว่าถูกว่ายังไง จะเห็นว่าค่าแรงติดตั้งกล้อง Analog จะแพงกว่า IP นะครับ ค่าเครื่องบันทึกภาพ HDD ก็แพงกว่า IP ค่าสายสัญญาณก็แพงกว่า IP จากกราฟจะเห็นว่าที่ IP แพงกว่า Analog จะมีแค่ ตัวกล้องเท่านั้น
ขยายความเพิ่มเติม จากกราฟจะเห็นว่า ถ้าระบบมีจำนวนกล้องตำกว่า 17 ตัวลงมา กล้อง IP จะแพงความกล้อง Analog และตั้งแต่ 17 กล้อง – 30 กล้อง จะเท่ากัน แต่ถามว่าในอนาคต ละ เราก็ต้อง เลือก IP ส่วนถ้ามากกว่า 31 กล้องขึ้นไป แน่นอนเลยว่า IP ถูกกว่าครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก AXIS ครับ
และในครั้งต่อไปผมจะมาเล่าถึงว่าเราจะเลือกกล้องวงจรปิดอย่างไร ทั้ง Analog และ IP เนืองจากว่าตอนนี้มีเยอะเหลือเกินในตลาด
ระบบกล้องวงจรปิดชนิดเครือข่าย (IP Camera)ตอนที่ 2
Solutions 2 : Wireless Network IP Camera
ระยะใกล้หลายเมตร ( ประมาณ 1 – 100 m )

ระยะไกลหลายกิโลเมตร ( ประมาณ 1 – 20 Km )
1. โปรแกรมควบคุมและแสดงผล ( Software Fujinet NVR Pro )
PROJECT REFERENCE: IP CCTV NETWORK SYSTEM
ฟังก์ชั่นที่สามารถรองรับเพิ่มเติม :
- เนื่องจากตัวกล้อง IP มีระบบ Relay Digital IN&OUT ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในส่วนของ ระบบตอบรับอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สำนักงาน ระบบรักษาความปลอดภัย กรณีมีผู้บุกรุกให้มีเสียงแจ้งเตือน ส่งข้อมูลไปที่เจ้าของบ้านได้อย่างทันท่วงที
- ระบบแจ้งเตือน เสียงเตือนภัย ออนไลน์ ระยะไกล
- การตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์ เทียบกับฐานข้อมูล
- รองรับศูนย์ควบคุมสั่งการกลางขนาดใหญ่
- รองรับการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ เพื่อการประหยัดพลังงาน ช่วยลดภาวะโลกร้อน
Best Regards,
TAVORN PIENPHAYLOON
Sale Project & Support Engineer
Online MSN : tavorn13@hotmail.com
Website : www.waisky.ob.tc
Hotline : 08-5024-4610
ระยะใกล้หลายเมตร ( ประมาณ 1 – 100 m )
ระยะไกลหลายกิโลเมตร ( ประมาณ 1 – 20 Km )
1. โปรแกรมควบคุมและแสดงผล ( Software Fujinet NVR Pro )
ฟังก์ชั่นที่สามารถรองรับเพิ่มเติม :
- เนื่องจากตัวกล้อง IP มีระบบ Relay Digital IN&OUT ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานในส่วนของ ระบบตอบรับอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สำนักงาน ระบบรักษาความปลอดภัย กรณีมีผู้บุกรุกให้มีเสียงแจ้งเตือน ส่งข้อมูลไปที่เจ้าของบ้านได้อย่างทันท่วงที
- ระบบแจ้งเตือน เสียงเตือนภัย ออนไลน์ ระยะไกล
- การตรวจจับป้ายทะเบียนรถยนต์ เทียบกับฐานข้อมูล
- รองรับศูนย์ควบคุมสั่งการกลางขนาดใหญ่
- รองรับการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ เพื่อการประหยัดพลังงาน ช่วยลดภาวะโลกร้อน
Best Regards,
TAVORN PIENPHAYLOON
Sale Project & Support Engineer
Online MSN : tavorn13@hotmail.com
Website : www.waisky.ob.tc
Hotline : 08-5024-4610
26 ส.ค. 2553
เปรียบเทียบราคาระหว่างระบบกล้องวงจรปิดชนิด IP Camera กับ Analog Camera (ตอนที่1)
total Cost of Ownership (tCO)
Comparison of IP- and analog-based surveillance system
คำถามที่หลายท่านสงสัยคือ ราคาระหว่างกล้อง Analog ระบบเดิม กับราคา ระบบกล้อง IP Camera ต่างกันเท่าไหร่ ??? แบบไหนคุ้มค่ากว่ากัน ???
เรามาคลายความสงสัยกันเลย
มาดูก่อนว่าระบบกล้อง Analog มีอะไรบ้าง หลักๆ จะมีกล้องและเครื่องบันทึกภาพ สายสัญญาณ
ส่วนระบบกล้อง IP จะมีอุปกรณ์หลักๆ คือ กล้อง IP , Switch Hub,Server และ Software
กรณีศึกษาเราคือ มีโจทย์ว่า มีโรงเรียนแห่งหนึ่งกำลังก่อสร้าง ต้องการระบบกล้องวงจรปิดตามรายละเอียดดังนี้
จำนวนกล้อง
1. 30 กล้อง fix dome cameras ติดตั้งภายใน
2. 5 กล้อง Outdoor fix dome cameras ติดตั้งภายนอก
3. 5 กล้อง Outdoor PTZ Cameras ติดตั้งภายนอก
4. กล้องทุกตัว ทนแดด ทนฝน
การบันทึก
1. บันทึก 12 ชม ต่อวัน
2. บันทึกที่ 4f/s ต่อเนื่อง
3. บันทึกที่ 15f/s เวลาที่มีการเคลื่อนไหว (Motion Detect)
4. ความละเอียดภาพที่บันทึก CIF
5. เก็บข้อมูลอย่างน้อย 12 วัน
มีแบบตำแหน่งกล้องดังนี้
ติดตามต่อในตอนที่ 2 ว่าจะเป็นอย่างไร ???
18 ส.ค. 2553
Spec.บอกค่ากำลังส่องสว่างของเครื่องฉาย
Spec.บอกค่ากำลังส่องสว่างของเครื่องฉาย
: สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาประกอบในรายละเอียดบางประการ
: สิ่งที่ควรจะต้องพิจารณาประกอบในรายละเอียดบางประการ
Somsit Jitstaporn,(PhD,Assoc.Prof.)
เครื่องฉายนับว่าเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ทำงาน ที่บ้าน ในห้องประชุมสัมนา ห้องเรียน ฯลฯ แต่สภาพของสถานที่ใช้งานมีความหลากหลายดังนั้นในเรื่องของความสว่างของเครื่องฉายที่พอเหมาะนั้นยังเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย การพิจารณาคุณลักษณะทางเทคนิคหรือที่เรียกว่า “ สเปค ” เครื่องฉายก็ไม่ต่างจากเครื่องอื่น ๆ เช่นเครื่องเสียง ฯ ค่าที่บอกเป็นตัวเลขบางครั้งต้องระมัดระวังในการพิจารณาด้วย การตกแต่งค่าตัวเลขที่ปรากฏในเอกสารหรือโบรชัวร์ (brochure) ของบริษัทผู้ผลิตภายใต้เงื่อนไขหรือสภาพการต่าง ๆ ให้ดูดีมีอยู่ไม่น้อยที่ต้องระมัดระวัง ในฉบับนี้มาว่ากันเฉพาะเรื่องกำลังส่องสว่างของเครื่องฉายว่าแท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่ ? แล้วมั่นใจได้อย่างไรว่าจะนำไปใช้ตรงกับความต้องการได้จริง ๆ
การเลือกเครื่องฉายไม่ได้หมายความว่าจะยิ่งมีกำลังส่องสว่างมากยิ่งดีเสมอไป ยังมีข้อแม้ว่าถ้าสว่างเกินไปภาพที่ได้จะขาวเกินไปและความอิ่มตัวของสี โดยทั่วไปแล้วเครื่องฉายยิ่งมีแสงสว่างในการฉายยิ่งมากย่อมมีราคายิ่งสูง(ในกรณีที่คุณลักษณะอื่น ๆ เหมือนกัน) แต่ยังมีปัจจัยที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับค่าความสว่างของเครื่องฉายที่สำคัญที่เราไม่อาจคาดคะเนได้ด้วยสายตาอีก 3 ประการคือ กำลังส่องสว่างของเครื่องฉาย(light output) ค่าความสว่างรวม(brightness uniformity) และระดับของ contrast
1. กำลังส่องสว่าง(light output) ของเครื่องฉาย
การเจรจาความกันในเรื่องความสว่างของเครื่องฉายในปัจจุบันเรามักจะได้ยินคำว่า ANSI กันบ่อย ๆ โดยอาจจะเป็นการเรียกสั้น ๆ หรืออย่างไรก็ตาม แต่ความหมายที่แท้จริงของ ANSI หมายถึงสถาบันกำหนดมาตรฐานแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (American National Standards Institute) เป็นองค์กรที่ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไร เป็นองค์กรที่กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่าง ๆ ก่อตั้งในปี 1918 ดังนั้นการได้ยินคำว่า ANSI ถ้าพิจารณากันดี ๆ แล้วจะมีเข้าไปเกี่ยวข้องในผลิตภันฑ์ต่าง ๆ หลายผลิตภันฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ทางด้านไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟฟ้า อุปกรณ์เกี่ยวกับการให้แสงสว่างเป็นต้น ก่อนที่จะมาเป็น ANSI มีการพัฒนาจากรูปแบบของสมาคมก่อนที่รู้จักกันดีในชื่อของ ASA(the American Standards Association) จากนั้นพัฒนาไปสู่ระดับสถาบันที่เรียกว่า USASI หรือ ASI(the United States of America Standards Institute) แล้วมาเป็น ANSI จนถึงปัจจุบัน ค่าความสว่างในปัจจุบันมีความพยายามมาใช้มาตรฐานการวัดกำลังส่องสว่างใหม่ โดยทางกลุ่มบริษัทผู้ผลิตของประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้ผลิตส่วนใหญ่ในท้องตลาดที่จำหน่าย ได้ร่วมกันกำหนดมาตรฐานใหม่ โดยเดิมใช้ ANSI Lumen ก็มาใช้ Lumen ที่ใช้มาตรฐานของ ISO/IEC 21118 ซึ่งวิธีการวัดโดยรวม ๆ แล้วก็ไม่ต่างกับมาตรฐานของ ANSI เท่าใดนัก
โดยปกติแล้วความสว่างจะมีความสว่างสูงอยู่บริเวณตรงกลางจอภาพอยู่แล้ว จึงมีการวัดเป็น Central Lumen คือวัดความสว่างเฉพาะตรงกลาง ทำให้บางยี่ห้ออาจจะไม่แจ้งว่าวัดเป็น Central Lumen โดยอาจจะแจ้งเป็น Lumen อย่างเดียว ซึ่งทางที่ดีควรได้เปรียบเทียบกับค่าความสว่างรวมด้วย(Brightness Uniformity)
ค่าความสว่างของเครื่องฉายจะกำหนดเป็น ลูเมน(Lumen) ซึ่งบางท่านอาจจะถามว่าแล้ว ลูเมนคืออะไร ?
ลูเมนคือหน่วยวัดปริมาณของแสงเทียบเท่ากับแสง 0.98 Ft-c (foot-candles) สะท้อนกับพื้นผิวในพื้นที่ 1 ตารางฟุต
ความสว่างของเครื่องฉายยิ่งสว่างมาก ราคาเครื่องฉายย่อมมีราคาสูงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามเราก็ควรเลือกเครื่องฉายที่ให้ความสว่างมากที่สุดเท่าที่จะสามารถหาได้ สิ่งที่เราจะต้องพิจารณาในเรื่องความสว่างของเครื่องฉายนั้นมีด้วยกัน 4 ประการคือ
1. จำนวนผู้ดูหรือผู้ชม จอภาพที่ใช้รับภาพจะต้องมีขนาดโตพอที่จะให้จำนวนผู้ชมที่มากเห็นได้อย่างชัดเจนด้วย เช่นขนาดของภาพ ขนาดไม่เกิน 60 นิ้ว(วัดทะแยง) เครื่องฉายที่มีกำลังส่องสว่างเพียงไม่เกิน 1,000 ANSI Lumen ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
2. ปริมาณแสงภายในห้องฉายหรือที่เรียกว่า background light ถ้าเป็นห้องฉายที่มืดสนิท กำลังส่องสว่างของเครื่องฉายก็จะไม่สูงนัก แต่ถ้าเป็นห้องฉายที่มีแสงรบกวนมากเช่นมีแสงเข้าทางประตูหรือหน้าต่าง กำลังส่องสว่างของเครื่องฉายจะต้องเพิ่มขึ้นไปด้วย
3. คุณสมบัติของจอฉาย คุณสมบัติของจอฉายจะมีผลต่อคุณภาพของภาพแม้ว่าจอฉายในปัจจุบันจะมีคุณภาพสูง มีความสามรถในการสะท้อนแสงจากเครื่องฉายได้ดี แต่ถ้าในการฉายใช้วัสดุอื่นแทนจอภาพ เช่นผนังห้อง จะต้องใช้กำลังส่องสว่างของเครื่องฉายมากขึ้น
4. ลักษณะการใช้งาน เช่นถ้าเป็นห้องเรียน ห้องฝึกอบรม จะจำเป็นต้องใช้กำลังส่องสว่างของเครื่องฉายมากขึ้นเพราะสภาพการฉายต้องมีแสงสว่างเพื่อการจดบันทึกและการนำเสนออื่น ๆ เป็นต้น
แสงรบกวนน้อย | |
มีแสงรบกวนบ้าง | |
แสงรบกวนสูง |
จอฉายขนาดอัตราส่วน 4:3 | |||
ขนาดของจอ/ ความสว่างของเครื่องฉาย(Lumens) | 72" | 100" | 120" |
500 | |||
600 | |||
750 | |||
800 | |||
900 | |||
1000 | |||
1100 | |||
1200 | |||
1250 | |||
1300 | |||
3500 | |||
ตารางที่ 1 เปรียบเทียบความสว่างของเครื่องฉายต้องเพิ่มมากขึ้นเมื่อสภาพการฉายแตกต่างกันเนื่องมาจากขนาดของภาพและแสงรบกวน(ambient light)
ปริมาณของแสงที่เป็นกำลังส่องสว่างจากเครื่องฉายที่ปรากฎบนจอนั้นวัดเป็น ANSI-LUMEN แต่เรามักจะเรียกกันงาย ๆ ว่า ลูเมน ซึ่งเราคงกล่าวได้แต่เพียงว่าเครื่องฉายที่มีกำลังส่องสว่าง 3,000 ANSI Lumen สว่างกว่าเครื่อง 2,000 ANSI Lumen เท่านั้นแต่ไม่สามารถเปรียบเทียบคุณภาพของภาพได้ ปริมาณกำลังส่องสว่างของเครื่องฉายที่พอเหมาะก็จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่ได้กล่าวมาแล้ว
ความสว่างวัดเป็น ANSI Lumen ซึ่งเครื่องฉายที่มีกำลังส่องสว่างสูงกว่าจะมีค่าจำนวน ANSI Lumen สูงกว่าตามไปด้วย ในอดีตที่ผ่านมามีผู้แบ่งระดับของเครื่องฉายกับกำลังส่องสว่างออกเป็น 4 ระดับคือ 1) ต่ำกว่า 1,000 ANSI Lumen 2) 1,000 – 2,ooo ANSI Lumen 3) 2,000 – 3,000 ANSI Lumen 4) 3,000 ANSI Lumen ขึ้นไป แต่ในทัศนะผู้เขียนเห็นว่าในปัจจุบันเครื่องฉายมีการพัฒนาไปมาก มีราคาถูกลงและกลุ่มผู้ผลิตที่มีราคาใกล้เคียงกัน จึงจอแบ่งประเภทของเครื่องฉายตามระดับกำลังส่องสว่างดังนี้
1) ต่ำกว่า 2,000 ANSI Lumen การใช้งานเหมาะสำหรับการนำเสนอที่มีจำนวนผู้ชมเป็นกลุ่มย่อย ๆ และมีแสงสว่างรบกวนน้อย เช่นใช้ในบ้าน หรือในที่ประชุมกลุ่มย่อย เป็นต้น
2) 2,000 – 3,500 ANSI Lumen เป็นเครื่องฉายที่เหมาะสำหรับการนำไปใช้กับห้องเรียนหรือห้องสัมมนาได้
3) 3,500 – 5,000 ANSI Lumen เหมาะสำหรับการนำไปใช้กับห้องประชุมขนาดกลางที่มีผู้ชมประมาณ 100 – 250 คนได้
4) 5,000 ANSI Lumen ขึ้นไป เป็นเครื่องฉายที่เหมาะสำหรับการติดตั้งในห้องประชุมที่มีจำนวนผู้ชมมาก ๆ หรือห้องใหญ่ ๆ ที่บรรจุผู้ชมได้มากกว่า 5,000 คน ซึ่งต้องใช้จอฉายขนาดใหญ่ อาจจะต้องใช้เครื่องที่มีกำลังส่องสว่างมากกว่า 10,000 ANSI Lumen ขึ้นไป
ANSI Lumen เป็นมาตรฐานสำหรับวัดปริมาณแสงที่ออกมาจากเครื่องฉายเพื่อสำหรับการเปรียบเทียบเครื่องฉายที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด แม้ว่าในความรู้สึกที่พบด้วยสายตา อาจจะมองเห็นแล้วอาจดูว่าแตกต่างกัน เช่นเครื่องฉายที่ใช้หลอดฉายต่างชนิดกัน เป็นต้นว่าหลอดฉายแบบ halogen กับ metal halide ซึ่งจะดูเหมือนกับว่าเครื่องฉายที่ใช้หลอด Metal – halide จะดูสว่างกว่าแม้ว่าจะมีความสว่างหรือจำนวน ANSI lumen เท่ากันก็ตาม หรือแม้แต่เทคโนโลยีที่ต่างกันเช่น LCD, DLP, LCOS หรือแม้แต่ LCD ที่เทคโนโลยีต่างประเภทกันเช่น active matrix TFT, Poly-Si, Passive หรือแม้แต่คอนทราส(contrast) ของภาพ ล้วนมีผลต่อความสว่างของเครื่องฉายทั้งสิ้น
แม้ว่าเราจะพบว่าบางครั้งผู้ผลิตต้องการเน้นค่าความสว่างมากเกินไป เข่นว่าเครื่องนี้สูงกว่าอีกเครื่องหนึ่ง เช่นเครื่อง 1600 ANSI lumen สว่างกว่าเครื่องที่มีค่าความสว่าง 1,500 ANSI lumen ทั้ง ๆ ที่มีความแตกต่างกันน้อยมาก โดยถ้าจะต้องจ่ายเงินเพิ่มจำนวนมากก็จะต้องพิจารณาความคุ้มทุนให้ดี โดยปกติแล้วถ้าค่าความแตกต่างของค่าความสว่างของเครื่องมีค่าความแตกต่างกันไม่เกิน 20 % สายตาตนเราจะแยกไม่ออก ทั้งนี้เพราะ แสงที่เรามองเห็นเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างหนึ่งที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 380 – 770 นาโนเมตร(nanometers : nm) และมีความถี่อยู่ในช่วง 460 terahertz(THz) ถึง 750 THz
อีกประการหนึ่งค่าความสว่างที่กำหนดในสเปค นั้นหมายถึงในกรณีที่หลอดฉายใหม่ ๆ เท่านั้น แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ความสว่างของหลอดฉายจะลดลงประมาณ 15 ~ 20 % ดังนั้นเครื่องฉายขนาด 2,000 ANSI Lumen ก็อาจจะสว่างพอ ๆ กับเครื่อง 1,800 ANSI Lumen การเลื่อกความสว่างของเครื่องฉายไม่ควรจะเลือกให้สว่างเกินความจำเป็นเพราะนอกจากจะมีราคาสูงแล้วภาพที่ได้จะได้สีที่ไม่สมดุล ขาดความอิ่มตัวของสีอีกด้วย
ภาพที่ 1 . เปรียบเทียบภาพที่เกิดจากเครื่องฉายที่มีความสว่างมากเกินไป(ซ้าย) และภาพที่เกิดจากเครื่องฉายที่มีความสว่างพอดี(ขวา) โดยที่ภาพทางด้านซ้ายมือเป็นภาพของเครื่องฉายที่มีความสว่างมากไปทำให้สีซีดจาง ส่วนทางด้านขวามือนั้นความสว่างพอดีทำให้ภาพที่ได้มี ความอิ่มตัวของสีที่ดีกว่า
การกำหนดค่ากำลังส่องสว่างของเครื่องฉายนั้น มาตรฐานอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกาใช้มาตรฐานของ ANSI เป็นตัวกำหนดความสว่างของเครื่องฉายภาพดิจิตอลซึ่งคล้ายกับของเยอรมันที่ใช้มาตรฐาน DIN สำหรับเครื่องฉายแล้วจำนวนลูเมน(lumens)เป็นตัวบอกปริมาณแสงที่ออกจากเลนส์ของเครื่องฉายโดยใช้วัดที่ความสว่างสุดเมื่อภาพบนจอขาวทั้งภาพ โดยแบ่งพื้นที่ของฉากรับภาพนั้นออกเป็น 9 ส่วนเท่า ๆ กันแล้วใช้ luxmeter sensor วัดที่ตรงกลางของแต่ละส่วนทั้ง1- 9 ส่วนนั้น แล้วนำมาเฉลี่ย ส่วนตำแหน่งที่ 10 – 13 นั้นเพิ่มเข้ามาเพื่อวัดค่าความสว่างโดยรวม(brightness uniformity) โดยวัดตั้งแต่ 1 -13
ภาพที่ 2 แสดงการวัดค่าความสว่างของเครื่องฉายในระบบ ANSI Lumen โดยวัดค่าเฉลี่ยที่ตำแหน่ง 1 - 9
แม้ว่าฉบับนี้เรากล่าวกันถึงเรื่องของ ANSI Lumen เป็นหลัก แต่เราอาจจะพบหน่วยวัดความเข้มของความสว่าง เป็นหน่วยที่นิยมใช้กันในอดีต เป็นการวัดปริมาณความเข้มของแสง ที่เรียกว่า “ candle power” หรือกำลังเทียน/แรงเทียนก็หมายถึงความเข้มของแสงด้วย ซึ่งคำว่า candlepower นี้มาใช้แทนคำว่า candela ดังนั้นไม่ว่าจะเป็น candlepower หรือ candela จึงมีค่าเทียบเท่ากัน ถ้าเราถือเทียนไข 1 แท่งอยู่ห่างจากพื้นผิวเป็นระยะ 1 ฟุตความสว่างควรจะเป็น 1 foot-candle(fc) แต่เมื่อให้เทียนอยู่ห่างออกไปเป็น 2 ฟุตจะได้ความสว่างที่พื้นผิวเพียง ¼ fc และ 1/9 fc ที่ระยะ 3 ฟุต ส่วนFoot-candle (fc) ก็เป็นหน่วยของความสว่างที่ตกกระทบกับพื้นผิวอย่างเช่นผนังหรือโต๊ะ โดยเทียบเท่ากับความสว่าง 1 ลูเมน(lumen) ตกกระทบกับพื้นที่ 1 ตารางฟุตจะให้ความสว่างเท่ากับ 1 foot-candle หรือ 1 foot-candle เท่ากับ 1 ลูเมนต่อตารางฟุต โดยถ้าเปรียบเทียบกันแล้วได้ดังนี้
1 ลักซ์(lux) = 1 ลูเมนส์ต่อตารางเมตร = 0.0929 foot-candleหรือ1 foot candle จะเท่ากับ 10.764 ลักซ์(lux) ซึ่ง lux เป็นภาษาลาตินหมายถึง light ไม่ได้หมายถึงยี่ห้อของสบู่ แต่เป็นหน่วยความเข้มข้นของแสงสว่าง เป็นหน่วยวัดแสงส่องตรงมายังพื้นผิววัตถุ ซึ่ง 1 foot-candle มีค่าเท่ากับ 10.764 lux แม้ว่า คำว่า “ความสว่าง” ที่ใช้คำในภาษาอังกฤษมีทั้ง luminance กับ brightness แต่ทั้งสองคำยังมีความต่างกันก็คือ brightness เป็นความสว่างที่เน้นการรับรู้ของตามนุษย์
2. ค่าความสว่างรวม(brightness uniformity)
การพิจารณาค่าความสว่างของเครื่องฉายจะต้องพิจารณาค่าความสว่างทั่วทั้งจอหรือที่เรียกว่า uniformity หรือ uniformity brightness หรือ brightness uniformity ด้วยซึ่งภาพจะต้องสว่างโดยสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการบอกค่าเป็นร้อยละ โดยเครื่องฉายในระดับทั่ว ๆ ไปที่พบมักจะมีค่า uniformity ต่ำกว่า 90 % ทั้งสิ้น เช่นมีค่าเฉลี่ย เพียง 80 % จะสังเกตได้ง่ายคือตรงขอบ ๆ จอ จะไม่ค่อยสว่างเท่ากับบริเวณตรงกลาง ผลที่ได้ก็คือถ้าดูภาพนาน ๆ จะไม่สบายตา และในทางกลับกัน เครื่องฉายประเภท Hi-End บางยี่ห้อมีค่า uniformity จะสูงถึง 95 % ก็ยังมี การเลือกเครื่องฉายที่ดีควรเลือกที่มีค่า uniformity ไม่น้อยกว่า 85 % การวัดค่า brightness uniformity วัดจากการเพิ่มจุดวัดตรงขอบภาพทั้งสี่ด้านในภาพที่ 2 (เพิ่มตำแหน่งวัดที่ 10 – 13)
3. ระดับ contrast ของเครื่องฉาย
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับเครื่องฉายที่เกี่ยวกับ ANSI ที่สำคัญของเครื่องฉายนอกจากความสว่างที่เรียกว่า ANSI Lumen แล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือเรื่องของ contrast ratio ของเครื่องฉาย ได้แก่ ANSI contrast กับ Full on/off contrast ซึ่ง Contrast เป็นอัตราส่วนของความขาวกับดำซึ่งยิ่งมากยิ่งดีทำให้ได้รายละเอียดของสีได้ ดีรวมทั้งเมื่อใช้งานกับสถานที่ที่มีแสงรบกวนจะช่วยเพิ่มความชัดเจนในการดู ภาพยิ่งขึ้น contrast ที่กำหนดในspec ของเครื่องฉายมีอยู่ 2 ประเภทดังได้กล่าวไปแล้ว
1. Full on/off Contrast จะวัดแสงส่องสว่างเมื่อเป็นภาพขาวล้วน ๆ (full on) และขณะที่ภาพดำล้วน ๆ (full off)
2. ANSI Contrast ซึ่งวัดจากอัตราส่วนของแสงสีดำกับสีขาวในพื้นที่ของภาพที่ฉายจำนวน 16 แห่ง ดังนั้นเมื่อเวลาเปรียบเทียบการ contrast ของเครื่องฉายแล้วจะต้องระมัดระวังว่าเปรียบเทียบตัวเลขในระบบเดียวกันหรือไม่ ซึ่งค่าตัวเลขที่ได้ contrast ratio ของระบบ full on/off จะมีค่าสูงกว่า ANSI Contrast มากประมาณ 4 เท่า ดังมีหลายท่านที่อุปมาอุปมัยว่า เหมือนกับกำลังขับของเครื่องขยายเสียงแม้ว่าจะบอกค่าว่าเป็น Watt แต่ก็มีหลายหน่วยเช่น RMS, Dynamic power, DIN และPMPO เป็นต้นแม้ว่ากำลังขับจะเท่ากันแต่ตัวเลขค่าของแต่ละหน่วยวัดไม่เหมือนกันทั้งนี้อาจเพื่อต้องการให้ตัวเลขที่สูง ๆ เอาไว้ ดังนั้นท่านผู้อ่านที่เคารพควรจะต้องตรวจสอบให้
แน่ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซื้อสินค้าระดับ consumer
แน่ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อซื้อสินค้าระดับ consumer
มีค่า contrast 450 :1 (ANSI) และ 1,800 :1 (Full On/Off)
เอกสารอ้างอิงBarlow, C. Kevin. “ What is a Lumen ? “ in Sound & Video Contractor , July 20, 1993.
Christianity Today International The Light Stuff May/June 1998, Vol.44, No. 3, Page 14http://www.christianitytoday.com/yc/8y3/8y3014.html
Gibson, David “ Candlepower ! “ BCRA Cave Radio & Electronics Group, Journal 26, December 1996 p.27
Halsted, Charles P. “ Brightness, Luminance, and Confusion “ Information Display, March 1993.
http://www.resuba.com/wa3dsp/light/lumin.html
Jobe, D.Nancy. “ Image quality specifications – Achieving customer satisfaction “ in TI Technical Journal . Juy – September 1998 . p.95 - 100.
Kudryavtsev,Aleksei. Infocus X1 Projector Review.
http://www.digit-life.com/articles2/infocus-x1
http://www.digit-life.com/articles2/infocus-x1
Norbert Schmiedeberg “Image Brightness guide for projection”
http://www.dvmg.com.au/iti-f1.html
“Photometry and Radiometry: A Tour Guide for Computer Graphics Enthusiasts” http://www.ledalite.com/library-/photom.htm.
Poor, Alfred. A Look into the Light. http://www.pcmag.com/article2/0,4149,1192552,00.asp
Presentation Projector Buyers Guide
Sander Sassen Lumen output
http://www.hardwareanalysis.com/content/daily_column/article/1645.2/(3/12/03)
http://www.hardwareanalysis.com/content/daily_column/article/1645.2/(3/12/03)
เครดิต http://www.cybergogy.com/somsit/423231EdTEquipOpr/LightOutput.html


